Wednesday, February 06, 2019

Read&Write : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ : Chapter 3

(Photo : enniscorthychamber.ie)


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 3ตอน
รอบนี้เป็นตอนที่3 ไปลุยกัน
--------


ตอนที่3 เกี่ยวกับจริยธรรมทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ

จริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้บริหารควรยึดเป็นมาตราฐาน
จริยธรรมทางธุรกิจหมายถึง การประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งทางกฏหมาย และทางศีลธรรมที่ผู้ประกอบการทางธรุกิจจะยึดถือเป็นมาตราฐาน เพื่อเป็นแนวทางของการประพฤติและการปฏิบัติ เรียกกันโดยทั่วไปว่า จรรยาบรรณ โดยปกติจะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

ระดับของจริยธรรม
- การจัดการอย่างผิดศีลธรรม : ใช้วิธีไม่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น
- การจัดการอย่างมีศีลธรรม : ตรงข้ามกับข้อแรก คำนึงถึงความถูกต้องและยุติธรรม
- การจัดการอย่างไม่สนใจศีลธรรม : อาจะเกิดความไม่ตั้งใจเพราะไม่เข้าใจต่อเรื่องจริยธรรม

ความสำคัญของจริยธรรมทางธุรกิจ
- ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี
- ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
- ก่อให้เกิดการทุ่มเทของพนักงาน
- ก่อให้เกิดดารทำงานอย่างมีความสุข

องค์ประกอบของจริยธรรมทางธุรกิจของผู้บริการ
- ความซื่อสัตย์
- ความยุติธรรม
- ความรับผิดชอบ
- ความไว้วางใจ
- เคารพสิทธิส่วนบุคคล
- บำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม
----------------------


ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ เรียกกันว่า CSR(Corporate Social Responsibility)
คือ การดำเนินงานของผู้บริหาร ทั้งการคิด การพูดและการกระทำ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด อย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งในเชิงป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้น

ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจมีหลายด้าน
- ด้านสิ่งแวดล้อม
- ด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
- ด้านความเป็นธรรมต่อเพื่อนมนุษย์
- ด้านความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ

ปรเภทของCSR
- CSR-after-process : การดำเนินกิจกรรมที่แยกต่างหากจากธุรกิจ เช่น การแจกจ่ายของบรรเทาสาธารณภัย
- CSR-in-process : การดำเนินธุรกิจที่หากำไรอย่างมีความรับผิดชอบ เช่น กำจัดผลพิษในการผลิตเพื่อไม่ให้กระทบกับชุมชน
- CRS-as-process : ดำเนินงานโดยองค์การไม่แสวงหาผลกำไร เช่น มูลนิธิ

ความรับผิดชอบต่อสังคัมขององค์การตามลำดับขั้น มี4ระดับ
- ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ
- ความรับผิดชอบทางกฏหมาย
- ความรับผิดชอบทางจริยธรรม
- ความรับผิดชอบทางมนุษยธรรม

ความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์การ
จะสร่างความไว้วางใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์การ
ด้านลูกค้าจะเกิดความไว้วางใจในการใช้สินค้าและบริการ
ด้านองค์การจะสร้างภาพลักษณ์ ชื่อเสียงขององค์การ
ด้านพนักงานจะทุ่มเทและภูมิใจ เกิดความผูกพันธ์กับองค์การ
----------------------




ปล. ทั้งหมดเขียนตามความเข้าใจล้วนๆ อันไหนเข้าใจผิดขอภัยด้วย วันไหนเข้าใจถูกจะเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องที่สุดต่อไป



















“ I have come to believe over and over again that what is most important to me must be spoken, made verbal and shared, even at the risk of having it bruised or misunderstood. ” : Audre Lorde


Goodluck,
Introvert man.

Monday, February 04, 2019

Read&Write : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ : Chapter 2

(Photo : entrearchitect.com)


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 3ตอน
รอบนี้เป็นตอนที่2 ไปลุยกัน
--------


ตอนที่2พูดถึงเรื่องสภาวะแวดล้อมและการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ

สภาวะแวดล้อมขององค์การ หมายถึง พลังและแรงกดดันต่างๆที่่ส่งผลกระทบต่อการจัดการขององค์การ
ประกอบไปด้วยสภาวะแวดล้อมภายนอกและภายใน แปะรูปไว้ให้ดูชัดเจนกว่า

สภาพวะแวดล้อมภายนอกธุรกิจ ประกอบไปด้วย
1.) สภาวพแวดล้อมทั่วไป
- แรงผลักดันทางด้านการเมืองและกฏหมาย : เช่นหน่วยงานของรัฐเข้ามาควบคุมดูแลสถาบันการเงิน
- แรงผลักดันทางด้านเศรษฐกิจ : เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน อัตตราดอกเบี้ย
- แรงผลักดันทางด้านสังคมและวัฒนธรรม : เช่น ความเชื่อในสังคม การเพิ่มขึ้นของอายุเฉลี่ยประชากร
- แรงผลักดันทางด้านเทคโนโลยี : เช่น อิทธิพลจากการใช้อินเตอร์เน็ต

2.) สภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวกับงาน ประกอบไปด้วย
- คู่แข่งขัน : เช่น การทุ่มโฆษณา การสร้างความแตกต่างของสินค้าหรือบริการ
- การเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่
- อุปสรรคจากสินค้าทดแทน : เช่น เสื้อใยสังเคราะห์แทยผ้าฝ้าย น้ำผลไม้แทนน้ำอัดลม
- อำนาจการต่อรองของลูกค้า : เช่น ผู้ขายไม่สามารถขึ้นราคาได้อิสระ อาจะสูญเสียลูกค้าไป
- อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต : เช่น ถ้าผู้ขายมีสินค้าเฉพาะเจาะจงย่อมมีอำนาจการต่อรองสูง
--------------------


สภาวะแวดล้อมภายในธุรกิจ ประกอบไปด้วย
- เจ้าของและผู้ถือหุ้น : มีส่วนร่วมในการบริหารงานของกิจการ
- คณะกรรมการบริหาร : เป็นตัวแทนในการกำหนดนโยบาย ทั้งแต่งตั้งโยกย้ายและอนุมัติเป้าหมาย
- พนักงาน : เป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงมาก ความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นกับความสามารถในการปฏิบัติงาน
- วัฒนธรรมองค์การ : บางครั้งวัฒนธรรมย่อยอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มได้
- หน้าที่งานต่างๆ : การดำเนินหน้าที่ได้สอดคล้องจะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขัน
- ระบบการจัดการ : กำหนดระเบียบปฏิบัติ ให้สมาชิกในองค์การไปในแนวทางเดียวกัน
- โครงสร้างขององค์การ : กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งต่างๆ
--------------------


การกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ มีความสำคัญ แบ่งออกเป็น4ขั้นตอน
1.) การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมภายนอกและภายในองค์การ
-- หมายถึงการพิจารณาถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคขององค์การ เรียกว่าการวิเคราะห์SWOT Analysis

2.) การวางแผนกลยุทธ์
-- หมายถึง การพัฒนาแผนระยะยาวขององค์การบนรากฐานของโอกาสและอุปสรรค จุดแข็ง-จุดอ่อน
มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ แบ่งระดับออกเป็น3ระดับ ระดับสูง ระดับกลาง ระดับต้น
- กลยุทธ์ระดับบริษัท : พิจารณาว่าควรดำเนินธุรกิจอะไรบ้าง จัดสรรทรัพยากรแต่ละอย่างอย่างไร
กลยุทธ์ระดับบริษัท ประกอบไปด้วย กลยุทธ์การเจริญเติบโต กลยุทธ์การรักษาเสถียรภาพ กลยุทธ์การตัดทอน
- กลยุทธ์ระดับธุรกิจ : พิจารณาถึงการเพิ่มกำไรของการผลิตให้สูงขึ้น กลยุทธ์ระดับบริษัทประกอบด้วย
กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านต้นทุน กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง กลยุทธ์การตอบสนองเฉพาะกลุ่ม
- กลยุทธ์ระดับหน้าที่ : มุ่งการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะพัฒนากลยุทธ์ตามหน้าที่
กลยุทธ์ทางการตลาด กลยุทธ์ทางการผลิต กลยุทธ์ทางการเงิน กลยุทธ์ทางทรัพยากรมนุษย์

3.) การดำเนินกลยุทธ์ หรือการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ
-- เป็นภาระหน้าที่ของพนักงงานโดยมีผู้บริหารแต่ละหน่วยงานเป็นผู้นำ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น การมีบุคคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีการจัดการที่ดี มีเทคโนโลยี

4.) การควบคุมและการประเมินกลยุทธ์
-- หลังจากทำทุกขั้นตอนแล้วผู้บริหารต้องตรวจสอบผลการดำเนินงาน ว่ามีผลลัพธ์เป็นอย่างไร
และรายงานไปยังผู้บริหารระดับสูงกว่าเพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป
--------------------






ปล. ทั้งหมดเขียนตามความเข้าใจล้วนๆ อันไหนเข้าใจผิดขอภัยด้วย วันไหนเข้าใจถูกจะเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องที่สุดต่อไป




















“ When in doubt wear red. ” : Bill Blass


Goodluck,
Introvert man.

Sunday, February 03, 2019

Read&Write : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ : Chapter 1

(Photo : sbdc.co.th)


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 3ตอน
รอบนี้เป็นตอนที่1 ไปลุยกัน
--------


แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ
ธุรกิจเกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ธุรกิจเป็นแรงผลักดันให้สังคมและเศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้า
ธุรกิจมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

ความหมายของธุรกิจ
สรุปไดว่า เป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมต่างๆทางด้านการผลิต การจำหนาย และการให้บริการ
เพ่ื่อสนองความต้องการแก่ผู้บริโภคให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด
โดยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการประโยชน์หรือกำไรจากกิจกรรมตรงนั้น

ประเภทของธุรกิจ
- ธุรกิจการเกษตร
- ธุรกิจอุตสาหกรรม : ในครัวเรื่อน กับ โรงงาน
- ธุรกิจเหมืองแร่
- ธุรกิจพาณิชย์
- ธุรกิจการก่อสร้าง
- ธุรกิจการเงิน
- ธุรกิจให้บริการ
- ธุรกิจอื่นๆ

การดำเนินธุรกิจต้องศัยหลายปัจจัย ขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ เรียกกันว่า 4M
- คน(Man) : ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ธุรกิจต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินงานหรือจัดการ
- เงิน(Money) : เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำมาลงทุนให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด
- วัสดุหรือวัตถุดิบ(Material) : ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบ ผู้บริหารจึงต้องรู้จักบริหารวัตถุดิบ
- การจัดการ(Management) :  มีวิธการจัดการในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ มีการวางแผบควบคุม

ความสำคัญของธุรกิจ
- สร้างความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและความทันสมัยของชุมชน
- ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจากผลของการเกิดธุรกิจนั้น : คนแถวโรงงานมีงานทำ การเงินหมุนเวียน
- ช่วยยกระดับมาตราฐานในการครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้น
- เพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล : ภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินตราต่างประเทศ
- ชวยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆให้กับสังคม
----------------------------

เป้าหมายในการบริหารธุรกิจ
- เพื่อผลประโยชน์หรือกำไร
- เพื่อความมั่นคงของกิจการ
- เพื่อความเจริญเติบโตของธุรกิจ
- เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม

หลักการในการบริหารธุรกิจที่ดีที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญ
1 การกำหนดเป้าหมายร่วมกันขององค์การ
-- จะทำให้การดำเนินงานขององค์การมุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีหลักเกณฑ์
2 การกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้กำหนดขึ้น
-- จะเป็นรากฐานสำคัญที่จำทำให้องค์การสามารถกำหนดการดำเนินงานด้านต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 การดำเนินการให้องค์ประกอบส่วนต่างๆของธุรกิจ ประสานงานกันได้โดยราบรื่น
-- องค์การไม่สามารถดำเนินงานได้หากขาดการประสานงานที่ดี เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ หรือหน้าที่ทางธุรกิจประสานงานกันไปได้อย่างราบรื่น
4 การวางแผนและการควบคุมที่ดี
-- ถือเป็นหัวใจสำคัญให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
5 การยึดหลักจรรยาบรรณและกฏหมายในการดำเนินงาน
-- การไม่หลอกลวงเพื่อหวังประโยชน์ทางการค้า ความยุติธรรมต่อพนักงานและลูกค้า ยึดหลักกฏหมาย
6 การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
-- จะส่งผลให้องค์การมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน สร้างโอกาสดีๆให้กับองค์การ

หน้าที่ในกาบริหารธุรกิจ
- การผลิตและการปฏิบัติการ : ทำให้ทราบการผลิตต้องใช้ต้นทุนเท่าไหร่ สร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง
- การตลาด : กำหนดผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา การจัดจำหน่าย เพื่อสนองความต้องการของตลาด
- การบัญชีและการเงิน : สรุปบันทึกข้อมูลทางการเงิน หาแหล่งเงินทุน ตัดสินใจกับการลงทุน
- การจัดการทรัพยากรมนุษย์ : ใข้ประโยชน์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การและเฉพาะบุคคล
- การวิจัยและพัฒนา : สร้างคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และแตกต่างจากคู่แข่ง ค้นหาสิ่งใหม่ๆ
การผสมผสานทั้ง5กิจกรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ และทุกขั้นตอนต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพ
----------------------------





ปล. ทั้งหมดเขียนตามความเข้าใจล้วนๆ อันไหนเข้าใจผิดขอภัยด้วย วันไหนเข้าใจถูกจะเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องที่สุดต่อไป




















“ Those who do not remember the past are condemned to repeat it. ” : George Santayana


Goodluck,
Introvert man.

Saturday, February 02, 2019

CWS-2019 : จบWeek5 : คัทรัวๆอย่างกับปืนกล

https://www.myfxbook.com/members/Cassowaryleague/cws-2019-swingtrade-imht-pipatara/2793222
เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามลิงค์
-------------------



พอร์ทCassowaryสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังจากเริ่มต้นทดลองทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง
ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้จริงๆ
ที่ว่าไม่คัทกระจายก็กำไรกระจุย

ตอนนี้คัทกระจายกำไรเละเทะเลย
ระบบใหม่ก็ต้องการแนวความคิดที่เข้ากัน
เราเลยต้องค่อยๆปรับตัวเรา
แต่ดูเหมือนจะล้มเหลว

ตอนนี้เป็นช่วงงมเข็มในในดงเข็ม
ควานไปทางไหนก็เจ็บตัวไปหมด
แต่ก็ยังต้องทำต่อไป

"มันไม่ง่ายเลยที่จะออกจาก..Comfort Zone"
------------

บันทึกครั้งนี้บันทึกความผิดพลาดเอาไว้
เราโลเล ใจไม่นิ่งไปกับระบบ
เลือกที่จะปิดpositionก่อนแล้วเปิดตรงข้าม
ทั้งๆที่เราควรรอ ทำให้เสียหายไปมากพอสมควร
ก็เอาเป็นว่าการตัดสินใจของเราผิด

ปกติเราถ้าสายเดิมสายดอยเราจะรอ แล้วก็ปิดกำไร
แต่พอมาต้องคัท เราเลยคัทไปก่อนเวลาอันควร
ตอนนี้คงต้องเก็บประสบการณ์เพิ่มอีกเยอะเลย
ว่าตอนไหนควรคัท ตอนไหนควรไปต่อ
นี่น่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อย่างมาก

และCWS-2019คงเป็นคำตอบ
ให้เราได้พิสูจน์ว่าเราทำได้หรือไม่
เวลา1ปี ตอนนี้เหลือ11เดือนแล้ว
ยาวไปพี่ยาวไป ชิดในด้วย
พี่ข้างหลังอะขยับชิดในหน่อย
อย่ายืนขว้างหน้าประตู
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ



















“ Focus on the journey, not the destination. Joy is found not in finishing an activity but in doing it. ” : Greg Anderson


Goodluck,
Introvert man.

Friday, February 01, 2019

ก้าวเท้าเข้าสู่ปีที่5 : เล่าสู่กันฟัง


(ที่เห็นฝากๆถอนๆไม่ใช่อะไร กลัวโบรคขโมยตังค์ เรื่องจริงนะ นึกแล้วก็ตลกตัวเอง)

เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน
วันนี้มาบันทึกช่วงเวลาที่ก้าวผ่าน
และถ่ายทอดเรื่องราวเท่าที่จำได้เอาไว้
ก่อนที่หลายๆอย่างจะค่อยๆลืมหายไป

เป็นเวลากว่า4ปีแล้วที่เข้าวงการมา
อีกเพียง2วันก็จะก้าวเข้าปีที่5 ของเราพอดี
(นับจากการเริ่มเทรดครั้งแรก ตามภาพ)
จริงๆแล้วเราศึกษาข้อมูลมาก่อนหน้านี้ราวๆ4-5เดือน
แต่นับเอาการเทรดครั้งแรกละกัน

จริงๆแล้วเราดันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเริ่มต้นเทรดครั้งแรกเมื่อไหร่
แต่ลองไปค้นหาดู ก็มีบันทึกให้ด้วยของโบรคสีเหลือง-ดำ
เป็นเจ้าแรกที่เราใช้ เราเลยลองเปิดดู มีบันทึกไว้ด้วย
(ทำให้เรายิ่งรู้สึกดีกับการบันทึกข้อมูล ง่ายต่อการค้นหา)
ตอนนั้นไปต่อIBใครเค้าก็ไม่รู้จำไม่ได้
ไม่รู้จักคำว่าต่อIBเลยด้วยซ้ำ หุหุ

อารมณ์เหมือนเรียนจบปริญญาตรี4ปีเลย
ถ้าหมอก็คงต้องต่อไปอีก2ปี
ส่วนปริญญาจริงๆนะหรอ
วางแผนไว้อีก6ปี ไม่รู้จะจบไหมด้วยสิ่
-------------

มาเราเริ่มต้นการเทรด
ด้วยจำนวนเงิน1,000บาท น่าจะใช่ จำไม่ได้แล้ว
เราทดลองได้แปปเดียวก็เติมเข้าไปอีก
ด้วยความไม่แน่ใจ และด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ถามว่าทำกำไรได้ไหม ขาดทุนห้ะ แต่ไม่ล้างพอร์ทนะ
แล้วก็ถอนออก เพราะกลัวว่าโบรคจะขโมยเงิน
ฮ่าๆ ใช่เลย สมัยนั้นเงิน10,000บาทของเราก็ถือว่าเยอะมากๆๆ
กว่าจะสะสมได้สักหมื่นนึงนี่ใช้เวลา3เดือนได้

เราต้องทำงานทั้งเดือนกว่าจะได้เงินหมื่น
ช่วงนั้นอายุ19-20 เพิ่งได้งานเป็นหลักเป็นแหล่งทำ
เงินเดือนก็น้อย เพราะวุฒิเราไม่มีอย่างคนอื่นๆ
ทำให้เราต้องการหาเงินเพิ่มเติม
จนมาเจอForexเนี่ยแหละ
ทีนี้ติดกับดักยาวๆมาจนทุกวันนี้
ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ยังไม่เคยเลิกเทรดสักวัน
ไม่เคยหยุดดูกราฟ ไม่เคยห่างจากตลาด
และไม่เคยคิดหยุดเทรดสักวันเช่นกัน

แล้วถามว่าหลังจากเติมๆถอนๆเป็นยังไง
ก็นั้นแหละครับ ตามภาษามือใหม่
ตลาดมันเป็นใจ หลอกเม่าน้อย เลยได้กำไรมาสิ่ท่านผู้ชม
แล้วก็โลภติดใจ มโนจิตไปจนถึงขั้น ฉันจะรวยทางนี้แน่ๆ
....จนสุดท้ายก็โดนเอาคืนเกลี้ยง นั่งเครียดจะบ้าตาย

แล้วก็ไปนั่งคิดว่าเราผิดตรงไหน สงสัยอินดี้ตัวนี้ไม่เวิร์ค
เที่ยวตามหาอินดี้เทพๆแม่นๆอยู่นานเลย
จนไปเจอเจ้าEAเบิ้ลล็อต สมัยนั้นดังมากๆ
มีหลายเจ้าเลย แล้วก็ทำกำไรอีก เราหลงไปกับตัวนั้นพักใหญ่
แล้วก็ล้างพอร์ทยาวๆไป

วังวนนั้นพาเราหลงหาอินดี้เทพๆ กับ EAโครตโหด
อยู่ราวๆ2ปี 2ปีนะเสียเวลามากๆ
แต่แล้วก็มาเจอลุง
ขอโทษที่จำไม่ได้ว่าเจอลุงจากใครแชร์มา
แต่จำได้ว่าหลังflash crashต่อจากBrexit
ไปเจอคลิปลุงที่ลงไว้ในYoutubeก่อน
แล้วตามมาเจอกลุ่มRTTภายหลัง
และเราเริ่มเดินทางสายนี้มาตลอด
-------------

เราแบบว่าเห้ยกูเสียเวลากับอะไรไปวะเนี่ย!!
ความรู้เพิ่งจะมาเก็บเกี่ยวได้2ปีหลัง
ประสบการณ์เน้นๆเพิ่งจะมาได้2-3ปีหลังๆ
แต่ดีอย่าง ที่เราไม่ไปลงครอสกับอาจารย์คนไหนเลย
เราEGOเยอะแหละ คิดว่าเรียนไปทำไม
เราเก่ง เราหาความรู้เองได้ เราเทรดเองได้
แล้วเดี๋ยว กูจะเทพด้วยตัวเองให้ดู

จนมาเจอลุงเนี่ยแหละ
ทัศนคติถูกทำลายตั้งแต่ฟังคลิปแรกเลย
ทุกวันนี้ถึงนั่งขอบคุณลุงเป็นว่าเล่น
จากอยากเทรดให้ได้ดีขึ้น
กลายเป็นว่าได้เราคนใหม่
ได้ทัศนคติในการมองโลกใหม่
ในการทำให้ตัวเราพัฒนาขึ้น
ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น
ขอบคุณลุงอีกครั้งครับ
ขอบคุณจนกว่าใครจะตายจากกันไปข้างนึง
ถึงแม้ไม่เคยเจอลุงแต่.....
ก็ไม่เจอดีแล้วครับ
-------------

ทำไมเราถึงกล้าพูดได้เต็มปากว่าก้าวเท้าเข้าปีที่5
มันไม่ใช่เพราะตัวเลขวันที่แต่อย่างไร
แต่เป็นเพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้
เรายังไม่เคยหยุดเทรดตลาดFOREXได้เลย
ตั้งแต่หลงเข้ามา เหมือนหลงในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก
มีแต่ทางที่จะ"อยู่รอด"หรือ"ตาย"เท่านั้น

โดยเฉพาะช่วงแรกๆเราเป็นหนัก
ถึงขั้นเก็บไปนอนคิดนอนไม่หลับเลย
มองไปก็เห็นแต่ภาพกราฟ ราคาจำได้หมด
จนเผลอหลับไปเกือบทุกวัน
(ไม่รู้ใครเป็นกันบ้างหรือป่าว)
ช่วงนั้นไม่มีความสุขเลย
แต่เราก็ผ่านมันมาได้
นั่นแหละพวกเราต่างผ่านอะไรกันมากมาย
จงอย่ายอมแพ้ในเวลานี้

เราศึกษาหาความรู้ตลอด
อยากจะเอาชนะตลาดตลอดมา
เราเพิ่งจะเปลี่ยนความคิดได้หลังเจอลุง
มาวันนี้เราไม่เพียงอยากเป็นแค่ผู้อยู่รอดเท่านั้น
แต่อยากเป็นผู้อยู่รอดที่มีเสื้อผ้าใส่
มีอาวุธดีๆ ข้าวของดีๆใช้ด้วย
และมีกองทัพที่ยิ่งใหญ่ไปสู้แทนเรา
เราจึงต้องพยายามให้มากกว่าเดิม
มากเท่าที่เราทำได้
-------------


คือสรุปแล้วเวลา4ปีที่ผ่านไป
เพิ่งจะได้อะไรเน้นๆก็ช่วง2-3ปีหลังๆ
เวลานี้กำลังเข้าสู่ปีที่5
เราจะก้าวไปอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ
เราจะทำให้ปีต่อๆไปเป็นปีที่มีคุณภาพ
และได้พัฒนาตัวเองต่อไป
เราไม่ได้มุ่งมั่นไปด้านการเทรด100%
แต่เรามุ่งมั่นในการพัฒนาจิตใจเรามากกว่า
ตัวเราเองนั้นก่อนนี้เคยมีจิตใจหยาบ
เราพยายามขัดเกลาตัวเองให้ดีขึ้น
จริงๆ นี่คือจุดประสงค์ของเรา

เราไม่รู้อาชีพอื่นๆมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ไหม
แต่ถ้าเทรดเดอร์ทำให้เราได้พัฒนาตรงนี้
เราก็จะเป็นเทรดเดอร์ต่อไป
เพราะเราเชื่อว่า
การพัฒนาตัวเองเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของเรา
แต่ถ้ามีโอกาส เราก็อยากจะทำอะไรบางอย่าง
เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นต่อไปเหมือนกัน
หวังว่าจะมีโอกาส

เช่นนั้นหากการเทรดหรือเป็นเทรดเดอร์แล้ว
ไม่ทำให้เกิดสิ่งดีๆในชีวิต
เราคิดว่า คงไม่มีเราในวันนี้
เราคงเลือกเส้นทางอื่นไปแล้ว
-------------

ในทางนึงมันก็บอกได้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร
ซึ่งแล้วแต่ละคนก็คงมีเป้าหมายแตกต่างกันไป
หากใครมองหาซึ่งเงินทองก็มุ่งไปทางนั้น
หากใครมองหาซึ่งความสนุกก็ไปตามทาง
หากใครมองหาความสุขก็มากับเราได้
ทางใคร ทางคนนั้น ทางเราไม่เหมือนกัน
แต่เราแบ่งปันประสบการณ์ในแต่ละทางให้กันได้

สุดท้ายแล้วมั้ง
อย่างที่ลุงบอก เราชอบมากๆ
ไม่มีระบบเรา...เกมส์มันก็ยังไปต่อ
มันเป็นสัจธรรม

ไม่มีเรา...โลกก็ยังหมุน
หรือต่อให้เราตายไป...ทุกอย่างก็ยังดำเนินต่อไป
อันนี้เราฟังมา เชื่อเอง เขียนเอง ชอบเอง ฮ่าๆ


ขอจบการเดินทาง4ปีไว้ตรงนี้
และเริ่มการเดินทางปีที่5ต่อไป
ขอบคุณทุกคน ทุกคนเลยไม่ว่าเป็นใคร
จะเคยดี-ร้าย รู้จัก-ไม่รู้จักกับเรา
อย่าเกลียดเราเลย มารักกันเถอะ
-------------




ปล. เราเข้ามาเดือนกุมภาเลยไม่ทันCHFตอนเดือนมกราคม ขาดประสบการณ์ตรงนั้นไป แต่ก่อนหน้าได้ศึกษาและรับรู้ข่าวสารอยู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากมาย รู้แค่กราฟวิ่งแรง ล้างพอร์ทกันเยอะ และรวยข้ามคืนกัน และปัญหาของโบรคเกอร์ต่างๆทั้งslippageเอยอะไรเอยที่บ่นกันเพียบ
ปล2. เราเขียนมาข้ามเดือน เติมเข้าลบออกไปเยอะ หวังว่าจะไม่สับสน




















“ Writing is an exploration. You start from nothing and learn as you go. ” : E. L. Doctorow


Goodluck,
Introvert man.

Read&Write : แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร : Chapter 4

(Photo : senate.go.th)


แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร
แบ่งออกเป็น 4ตอน
รอบนี้เป็นตอนที่4 ไปลุยกัน
--------


แนวความคิดในยุคคลาสสิก ทรงอิทธิพลตั้งยุค1930
คุณลักษณะร่วมกันของแนวคิดในยุคคลาสสิกได้แก่
- องค์การมีขึ้นเพื่อการผลิตและตอบสนองต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
- เชื่อในวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว และวิธีดังกล่าวสามารถค้นพบได้ด้วยการแสวงหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์
- การผลิตที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำได้โดยใช้ความชำนาญเฉพาะด้าน และการแบ่งงานกันทำ
- มองมนุษย์และองค์การเป็นหน่วยที่มีเหตุผลในการตัดสินใจ ทุกการกระทำมีการคิดคำนวณประโยชน์ตามหลักเศรษฐศาสตร์
- มององค์การเป็นระบบปิด เน้นการปรับสภาพแวดล้อมภายในเป็นหลัก

แนวทางการบริหารในยุคคลาสสิกนี้ ประกอบไปด้วยแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์การจัดการของFrederick W, Taylor แนวความคิดระบบราชการของMax Weber แนวความคิดหลักการบริหารของ Henri Fayol และของ Lyndall Urwick & Luther Gulick

Frederick W. Taylor : ใช้หลักวิทยาศาสตร์การจัดการ คนงานทำงานร่วมกัน ได้ประโยชน์ร่วมกัน
Max Weber : แนวคิดระบบราชการในอุดมคติ เป็นต้นแบบระบบราชการทั่วโลก
Henri Fayol : เน้นไปที่ฝ่ายบริหาร มีองค์ประกอบคือ POCCC**
**POCCC = Planning - Oraganizing - Commanding - Co-ordinating - Controlling
**POCCC = การวางแผน - การจัดการองค์การ - การสั่งการ - การประสานงาน - การควบคุม

Lyndall Urwick & Luther Gulick : หลักการบริหารแบบ POSDCORB***
***POSDCORB = Planning - Organizing - Directing - Staffing - Co-ordinating - Reporting - Budgeting
***POSDCORB = การวางแผน - การจัดการองค์การ - การสั่งการ - การบริหารงานบุคคล - การประสานงาน - การรายงาน - การงบประมาณ

เราจะเห็นได้ว่าทั้งสองคนเน้นไปที่การจัดโครงสร้างภายใน ไม่ได้สนใจเรื่องสภาพแวดล้อมภายนอกและมนุษยสัมพันธ์มากนัก ทำให้นั่นเป็นจุดอ่อนของแนวความคิดที่ถูกโจมตี
-------------------------



แนวความคิดยุคพฤติกรรมศาสตร์
ความเชื่อ และลักษณะที่สำคัญของแนวความคิดในยุคพฤติกรรมศาสตร์ได้แก่
- องค์การตั้งอยู่เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์
- องค์การกับมนุษย์ต่างต้องการซึ่งกันและกัน
- หากความต้องการขององค์การไม่สมดุลกับความต้องการของคนในองค์การ จะเกิดภาวะหาประโยชน์จากกันและกัน
- ในความสำคัญกับพฤติกรรมและแรงจูงใจของคน
- องค์การที่มีประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่เพียงปัจจัยเรื่องวิธีการทำงาน หรือการจัดองค์การ แต่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในองค์การด้วย

แนวคิดทางการบริหารในยุคพฤติกรรมศาสตร์นั้น ประกอบด้วยกลุ่มไม่เป็นทางการของElton Mayo แนวคิดศาสตร์การบริหารของ Herbert A. Simon แนวความคิดระดับชั้นความต้องการของ Abraham H. Maslow แนวความมคิดปัจจัยสุขวิทยาและแรงจูงใจของ Frederick Herzberg และ ทฤษฎีX-Yของ Douglas McGregor

Elton Mayo : คนงานไม่ได้ทำงานหวังเพียงผลตอบแทนอย่างเดียว แต่ต้องการความสัมพันธ์อันดีในกลุ่มเพื่อนร่วมงานด้วย

Herbert A. Simon : การบริหารเป็นเรื่องของพฤติกรรมการตัดสินใจ และมนุษย์ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่สมบูรณ์แท้ มนุษย์จึงแสวงหาความพึงพอใจแทนประโยชน์สูงสุด

Abraham H. Maslow : เมื่อมนุษย์แสดงพฤติกรรมใดๆออกมา เป็นผลมาจากความต้องการในขั้นต่างๆ
ซึ่งเมื่อได้ขั้นหนึ่งแล้วก็ต้องการในขั้นสูงถัดไป มี5ขั้นดังนี้
1. ความต้องการทางร่างกาย : เป็นความต้องการพื้นฐานต่างๆในชีวิต
2. ความต้องการความปลอดภัย : เมื่อได้ความต้องการทางร่างกายแล้ว จึงต้องการความปลอดภัย
3. ความต้องการความรัก : เมื่อมีทั้งสองแล้ว มนุษย์จึงต้องการความรัก หรือการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
4. ความต้องการความนับถือในตนเอง : และมนุษย์ก็ต้องการความนับถือซึ่งเป็นภาพสะท้อนมาจากคนอื่น เช่น การได้รับรางวัล คำชมเชย
5. ความต้องการประจักษ์ตน : ขั้นนี้เป็นความต้องการรู้สึกประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีความสุขที่ชีวิตได้รับการเติมเต็มแล้ว

Frederick Herzberg : ค้นพบปัจจัยในการพอใจและไม่พอใจในการทำงานเป็น2ปัจจัย
1. ปัจจัยด้านสุขวิทยา : สภาพแวดล้อม เครื่องมีอ สิ่งอำนวยความสะดวก เงินเดือน ความสัมพันธ์อันดีของเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา
2. ปัจจัยจูงใจ : เช่น ลักษณะงาน ความก้าวหน้าในการงาน โบนัส การได้รับการยอมรับ ได้รับงานที่มีความสำคัญต่อองค์การ

Douglas McGergor : เชื่อว่าการจูงใจเกี่ยวกับคุณลักษณะของคน คนมีธรรมชาติต่างกันโดยแบ่งเป็น2ประเภทคือ คนแบบXและY
ทฤษฎีX : มองว่าธรรมชาติของคนไม่ชอบทำงาน เลี่ยงงานให้มากที่ เอาประโยชน์ใส่ตนให้มาก ไม่ความคิดสร้างสรรค์ ชอบทำตามคำสั่ง ขาดความกระตือรือร้น
ทฤษฎีY : มองว่าธรรมชาติของคนตรงข้ามกับX ชอบทำงาน มีความรับผิดชอบ รักความก้าวหน้า มีความคิดริ่เริ่มสร้างสรรค์
ดังนั้นการที่มีคนสองแบบที่ตรงข้ามกัน และในองค์การก็ต้องมีคนทั้งสองแบบรวมกันอยู่ และก็ไม่ได้หมายความคนหนึ่งคนจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งไปทั้งหมด การจัดการจูงใจคนเหล่านั้นควรมีความแตกต่างกัน ผสมผสานวิธีการจูงใจให้เหมาะสม
-------------------------


แนวความคิดสมัยใหม่ มีความซับซ้อนมากขึ้น เน้นไปที่เครื่องมือทางการบริหาร และเป็นระบบมากขึ้น
แนวความคิดเชิงระบบ
สรุปสาระสำคัญของแนวคิดเชิงระบบได้ดังต่อไป
1. เป้าหมายขององค์การคือการอยู่รอด องค์การต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
2. องค์การไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว กระบวนการผลิตได้เกิดขึ้นและจบในตัวเอง
3. ความสัมพันธ์ของกระบวนการภายในเป็นระบบ Input Process Output Feedback
4. การรักษาสมดุลภายในเป็นระบบ ให้คงที่มีเสถียรภาพแม้สภาพแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนแปลง
5. ไม่เชื่อในวิธีที่ดีที่สุดว่ามีวิธีเดียว แต่เชื่อว่ามีวิธีบรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุดที่แตกต่างกัน
6. องค์การมีความหลากหลายภายใน เสมือนอวัยวะภายใน มีหน้าที่ต่างกันแต่ทำงานประสานกัน
7. เชื่อในความสัมพันธ์เชิงเหตุผล องค์การที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีสร้างOutcomeที่ดีที่ต้องการได้
8. องค์การถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมหรือบริบท ทั้งเป้าหมาย กิจกรรม ผลลัพธ์ ปละประสิทธิผล



แนวความคิดในกลุ่มเครื่องมือทางการบริหาร
เป็นแนวความคิดที่รับจากภาคเอกชน ได้เกิดแนวความคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ดังนี้
1. มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ เชื่อว่ารัฐควรมีบทบาทน้อยที่สุด
การบริหารสาธารณะจึงไม่จำเป็นต้องผูกขาดหน้าที่ไว้กับภาครัฐ
บริหารอย่างไรให้คนหมู่มากได้ประโยชน์มากที่สุด และพึงพอใจมมากที่สุดจึงจะถูกต้อง
2. อิทธิพลของการจัดการนิยม ฝ่ายบริหารและพนักงงานตกลงในเป้าหมายและวางแผนร่วมกัน
มีการประเมินตามเกณฑ์ต่างๆ
-------------------------





ปล. ทั้งหมดเขียนตามความเข้าใจล้วนๆ อันไหนเข้าใจผิดขอภัยด้วย วันไหนเข้าใจถูกจะเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องที่สุดต่อไป




















“ Tough times don't last, tough people do, remember? ” : Gregory Peck


Goodluck,
Introvert man.